บังคับตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ก่อนรับเข้าทำงาน หรือไล่ออกเพราะติดเชื้อ: ผิดทั้ง PDPA และเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
8 พ.ย. 25690
ผ่านการสัมภาษณ์งานครบทุกรอบด้วยคะแนนยอดเยี่ยม แต่กลับต้องสะดุดตรงขั้นตอนตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน เมื่อโรงพยาบาลคู่สัญญายื่นเอกสารให้ตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือบางกรณีทำงานมาหลายปี ผลงานดีมาตลอด แต่เมื่อผลตรวจสุขภาพประจำปีหลุดไปถึงผู้บริหาร วันรุ่งขึ้นกลับถูกเรียกไปบีบให้ลาออกโดยอ้างภาพลักษณ์องค์กร นี่คือบาดแผลทางใจที่คนทำงานจำนวนมากยังเผชิญ ทั้งที่การแพทย์ก้าวหน้าจนผู้มีเชื้อเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้เหมือนคนทั่วไป คำถามสำคัญคือ ตามกฎหมายไทย บริษัทมีอำนาจบังคับตรวจเลือดหาเชื้อ HIV และใช้ปฏิเสธการจ้างงานหรือไล่ออกได้จริงหรือ?
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)
แพรว สมัครงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด และผ่านการคัดเลือกเป็นอันดับหนึ่ง บริษัทแจ้งให้ไปตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน โดยมีรายการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อ HIV รวมอยู่ด้วย สองวันต่อมา ฝ่ายบุคคลโทรแจ้งยกเลิกข้อเสนอการจ้างงาน โดยอ้างว่า "ผลตรวจสุขภาพไม่ผ่านเกณฑ์ของบริษัท" แพรวซึ่งดูแลสุขภาพด้วยยาต้านไวรัสจนอยู่ในระดับที่ไม่สามารถตรวจพบเชื้อและไม่ถ่ายทอดเชื้อ (U=U) ต้องสูญเสียโอกาสทางอาชีพเพียงเพราะอคติขององค์กร
ข้อกฎหมายและความคุ้มครองตามกฎหมายไทย
ในความเป็นจริง กฎหมายไทยให้ความคุ้มครองคนทำงานในเรื่องนี้ไว้อย่างเข้มงวด:
ละเมิดแนวปฏิบัติกระทรวงแรงงาน: ตาม ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง แนวปฏิบัติในการป้องกันและบริหารจัดการด้านเอดส์ในสถานที่ทำงาน กำหนดชัดเจนว่า ห้ามมิให้นายจ้างกำหนดให้การตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการสมัครงาน การรับเข้าทำงาน หรือการเลื่อนตำแหน่ง องค์กรต้องปฏิบัติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวีเช่นเดียวกับพนักงานทั่วไป เพราะเชื้อเอชไอวีไม่ติดต่อกันผ่านการทำงานร่วมกันในออฟฟิศ
ละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA): ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 ข้อมูลสุขภาพเป็น "ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว" (Sensitive Personal Data) ซึ่งห้ามเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย โดยปราศจากความยินยอมโดยชัดแจ้ง การที่บริษัทบังคับตรวจ หรือสถานพยาบาลส่งมอบผลตรวจให้นายจ้างโดยตรง ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย
เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม: หากถูกเลิกจ้างหรือบีบให้ออกเพียงเพราะผลตรวจเลือด ทั้งที่ยังปฏิบัติงานได้ตามปกติ ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นอกเหนือจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 และค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
แนวทางรับมือและปกป้องสิทธิเมื่อถูกเลือกปฏิบัติ
ปฏิเสธการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV: แจ้งอย่างสุภาพว่าการตรวจหาเชื้อ HIV ไม่อยู่ในเกณฑ์ประเมินการทำงานตามประกาศกระทรวงแรงงาน
ไม่ยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลสุขภาพ: ยืนยันสิทธิตามกฎหมาย PDPA ว่าผลตรวจสุขภาพเป็นความลับทางการแพทย์ สถานพยาบาลต้องส่งมอบให้เฉพาะตัวผู้รับตรวจเท่านั้น
รวบรวมหลักฐาน: เก็บอีเมลข้อเสนอการจ้างงาน ข้อความแชต หรือหนังสือยกเลิกการจ้างงานไว้
ร้องทุกข์ต่อหน่วยงานรัฐ: ร้องเรียนได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คุณค่าของคนทำงานวัดกันที่ความรู้ ความสามารถ และผลงาน ไม่ใช่ผลเลือดในห้องปฏิบัติการ องค์กรยุคใหม่ต้องก้าวข้ามความหวาดกลัว และร่วมสร้างพื้นที่ทำงานที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง แนวปฏิบัติในการป้องกันและบริหารจัดการด้านเอดส์ในสถานที่ทำงาน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 (ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว)
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 (การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม)
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 และ 118 (ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยการเลิกจ้าง)
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน