แผนพัฒนาตนเอง (IDP) ที่ไม่มีใครทำตาม

7 พ.ย. 25690

แผนพัฒนาตนเอง (IDP) ที่ไม่มีใครทำตาม

4 คำถามปลดล็อกความจริง ก่อนกระดาษจะกลายเป็นแค่พิธีกรรมประจำปี

ช่วงสิ้นปีหรือต้นไตรมาสแรกของทุกปี ภาพที่เห็นจนชินตาในหลายองค์กรคือ พนักงานนั่งกุมขมับเปิดฟอร์มแผนพัฒนาตนเองรายบุคคล (Individual Development Plan - IDP) กรอกคอร์สอบรมลงไปสามสี่หลักสูตรเพื่อให้ระบบขึ้นสถานะอนุมัติ หัวหน้างานกดรับรองโดยแทบไม่ได้อ่าน และฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้ตัวเลขรายงานส่งผู้บริหารว่า "พนักงานทำ IDP ครบ 100%"

เมื่อเวลาผ่านไปครบสิบสองเดือน ฟอร์มใบนั้นกลับนอนนิ่งอยู่ในระบบดิจิทัลหรือแฟ้มเอกสาร ทักษะที่เขียนไว้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ พฤติกรรมการทำงานยังคงเหมือนเดิมทุกประการ คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับเครื่องมือที่ตั้งใจสร้างมาเพื่อยกระดับศักยภาพคนทำงาน หากต้องการเปลี่ยนกระดาษที่ไร้ชีวิตให้กลายเป็นเข็มทิศการพัฒนาที่จับต้องได้จริง นี่คือ 4 คำถามที่องค์กรต้องตอบให้กระจ่าง

1. แผนพัฒนานี้ ผูกกับเป้าหมายธุรกิจจริง หรือเป็นแค่รายการสิ่งที่อยากเรียนส่วนตัว?

จุดบอดข้อแรกของ IDP จำนวนมากคือ การปล่อยให้พนักงานเขียนทักษะที่อยากเรียนตามความสนใจส่วนตัวโดยไม่ได้เชื่อมโยงกับทิศทางของหน่วยงาน เมื่อแผนงานไม่มีความหมายต่อผลประกอบการหรือเป้าหมายทีม หัวหน้างานจึงมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องติดตามผล การตั้งโจทย์ IDP ที่มีพลังต้องเริ่มจากคำถามสองชั้น ชั้นแรกคือธุรกิจกำลังจะมุ่งไปทางไหนและต้องการขีดความสามารถใหม่อะไร ชั้นที่สองคือพนักงานคนนี้จะเข้ามามีบทบาทในจุดไหน แผนพัฒนาที่ดีจึงไม่ใช่การสะสมความรู้ทั่วไป แต่เป็นการสร้างความพร้อมเพื่อรับมือกับโจทย์สำคัญขององค์กร

2. องค์กรจัดสรรเวลาทำงานจริงให้ฝึกฝน หรือคาดหวังให้ไปพัฒนาตนเองนอกเวลางาน?

ปัญหาคลาสสิกที่ทำให้แผนล่มคือ ทุกคนเห็นชอบว่าต้องพัฒนา แต่ไม่มีใครยอมแบ่งเวลาให้ เมื่อภาระงานประจำล้นมือ การเรียนรู้จึงถูกผลักให้กลายเป็นเรื่องที่ต้องทำในวันหยุดหรือหลังเลิกงาน ท้ายที่สุดพนักงานจะเหนื่อยล้าและเลือกทิ้งเป้าหมายนั้นไป หากองค์กรจริงจังกับการยกระดับทักษะ การจัดสรร "เวลาคุ้มครองสำหรับการเรียนรู้" (Protected Learning Time) ต้องถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของตารางงานปกติ หัวหน้างานต้องร่วมวางแผนเกลี่ยงานเพื่อเปิดช่องว่างให้ทีมงานได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้การเรียนรู้กลายเป็นภาระส่วนบุคคลที่ไร้การสนับสนุน

3. ความสำเร็จวัดจากพฤติกรรมหน้างานที่เปลี่ยนไป หรือวัดแค่การเก็บสะสมชั่วโมงอบรม?

หลายระบบตกม้าตายที่ตัวชี้วัด เพราะวัดเพียงตัวเลขเชิงกิจกรรม เช่น ผ่านการอบรมครบ 20 ชั่วโมง หรือมีใบประกาศนียบัตรครบตามเกณฑ์ แต่ในโลกการทำงานจริง ใบรับรองไม่ได้แปลว่าจะทำงานได้ดีขึ้น เกณฑ์ประเมิน IDP ที่แท้จริงต้องวัดจากการนำสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้หน้างาน (Application & Behavior Change) เช่น สามารถลดเวลาการส่งมอบงานได้จริง จัดการข้อร้องเรียนที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องส่งต่อ หรือสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น การโฟกัสที่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมช่วยให้ทั้งพนักงานและหัวหน้าเห็นคุณค่าของการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม

4. เมื่อเก่งขึ้นแล้ว มีพื้นที่ให้เติบโตจริง หรือสร้างแรงผลักให้คนลาออกไปโตที่อื่น?

ความย้อนแย้งที่น่ากลัวที่สุดของการพัฒนาคนคือ องค์กรผลักดันให้พนักงานอัปสกิลจนมีศักยภาพสูงขึ้น แต่กลับไม่มีพื้นที่ หน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ หรือเส้นทางการเติบโต (Career Runway) มารองรับ คนทำงานที่พัฒนาตัวเองย่อมคาดหวังความท้าทายและความก้าวหน้า หากองค์กรยังคงจำกัดกรอบการทำงานไว้ที่เดิม สิ่งที่ได้จากการทำ IDP สำเร็จอาจกลายเป็นการติดปีกให้พนักงานพร้อมเดินไปสู่องค์กรคู่แข่ง การทำ IDP จึงต้องเดินควบคู่กับการเปิดโอกาสในงาน การมอบหมายโครงการพิเศษ และการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้สอดรับกับคุณค่าที่เพิ่มขึ้น

การเปลี่ยน IDP จากพิธีกรรมประจำปีสู่เครื่องมือขับเคลื่อนองค์กร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยหรือแบบฟอร์มที่ซับซ้อน แต่อยู่ที่ความจริงใจในการตอบคำถามพื้นฐานเหล่านี้ เมื่อแผนการพัฒนาผูกกับเป้าหมายจริง มีเวลาให้ฝึกฝน มีเกณฑ์วัดที่พฤติกรรม และมีพื้นที่ให้เติบโต แผนพัฒนารายบุคคลจะไม่ใช่แค่กระดาษที่ถูกลืม แต่จะกลายเป็นพันธสัญญาแห่งการเติบโตร่วมกันระหว่างคนทำงานและองค์กรอย่างแท้จริง

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: