บทความทั้งหมด

ภาวะ Imposter Syndrome: ทำไมเราถึงรู้สึก "เก่งไม่พอ" ที่จะกดสมัคร ทั้งที่สกิลเราถึง?

15 ต.ค. 25691

เคยเป็นไหมครับ? เลื่อนดูประกาศรับสมัครงาน อ่าน Job Description (JD) แล้วพบว่าสกิลเราตรงไปแล้ว 8 จาก 10 ข้อ แต่พอสายตาเลื่อนไปเจอ 2 ข้อสุดท้ายที่เรายังไม่ค่อยถนัด หรือเห็นคำว่า "ต้องการประสบการณ์ 3 ปี" (ทั้งที่เรามีแค่ 2 ปีครึ่ง) นิ้วที่กำลังจะกดปุ่ม Apply ก็ชะงักไปซะเฉยๆ...

พร้อมกับเสียงในหัวที่บอกว่า "เราคงไม่เก่งพอหรอกมั้ง ไปสมัครบริษัทใหญ่ขนาดนี้เดี๋ยวเขาก็หาว่าเราไปหลอกเขา" หรือ "คู่แข่งคนอื่นน่าจะโปรไฟล์เทพกว่าเราแน่ๆ"

ถ้าคุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้ตอนหางาน บอกเลยว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวครับ และนี่คืออาการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Imposter Syndrome หรือ "กลุ่มอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (และกลัวคนอื่นจับได้)" ซึ่งเชื่อไหมครับว่า คนเก่งๆ ระดับหัวหน้าหรือผู้บริหารหลายคนก็ยังต้องต่อสู้กับความรู้สึกนี้อยู่ทุกวัน!

ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้?

เวลาที่เราหางาน เรามักจะเผลอเอา "จุดอ่อน" เล็กๆ น้อยๆ ของเรา ไปเปรียบเทียบกับ "แคนดิเดตในอุดมคติ" ที่เราสร้างภาพขึ้นมาเองในหัว เรากลัวการถูกปฏิเสธ กลัวว่าเข้าไปทำแล้วจะทำไม่ได้อย่างที่เขาคาดหวัง เราก็เลยเลือกที่จะ "เซฟตัวเอง" ด้วยการปิดโอกาส ไม่กดสมัครซะเลย จะได้ไม่ต้องเจ็บปวด

วิธีปลดล็อกความกลัว และกล้ากด Apply

หากคุณกำลังติดอยู่ในกับดักนี้ ลองเอา 3 วิธีคิดนี้ไปปรับใช้ดูครับ:

1. JD คือ "Wishlist" (รายการขอพร) ไม่ใช่ "Checklist" (ข้อบังคับตายตัว)

ต้องเข้าใจก่อนว่าเวลา Hiring Manager เขียนประกาศรับสมัครงาน เขาเขียนแบบจัดเต็มที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ เขาอยากได้คนที่เพอร์เฟกต์ 100% แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครทำได้ครบทุกข้อตั้งแต่วันแรกหรอกครับ!

กฎเหล็กคือ: ถ้าคุณมีทักษะตรงกับสิ่งที่เขาต้องการประมาณ 70-80% นั่นถือว่าคุณคือแคนดิเดตที่ "แข็งแกร่งมาก" แล้วครับ ส่วนอีก 20% ที่เหลือ บริษัทส่วนใหญ่คาดหวังให้คุณเข้าไปเรียนรู้ (Learn on the job) อยู่แล้ว

2. แยก "ความรู้สึก" ออกจาก "ข้อเท็จจริง (Facts)"

ความรู้สึกอาจจะหลอกคุณว่า "เราไม่เก่งหรอก" แต่ตัวเลขและผลงานไม่เคยโกหก ลองหยิบกระดาษมา 1 แผ่น แล้วเขียนผลงานที่คุณภูมิใจที่สุด 3 อย่าง (เช่น เคยช่วยทีมลดเวลาทำงานได้ 20%, เคยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ลูกค้าสำเร็จ) เมื่อคุณเห็น "ข้อเท็จจริง" ปรากฏอยู่ตรงหน้า เสียงกังวลในหัวมันจะเบาลงไปเองครับ

3. อย่า "ปฏิเสธตัวเอง" ก่อนที่เขาจะปฏิเสธเรา

ข้อนี้สำคัญที่สุด! ท่องไว้เลยว่า หน้าที่คัดคนว่าผ่านหรือไม่ผ่าน เป็นหน้าที่ของ HR และบริษัท... ไม่ใช่หน้าที่ของเรา! หน้าที่ของเราคือ "พรีเซนต์ตัวเองให้ดีที่สุด แล้วกดส่งเรซูเม่ไป"

ถ้าเขาสัมภาษณ์แล้วรู้สึกว่ายังไม่เหมาะ อย่างน้อยเราก็ได้ประสบการณ์ ได้รู้ว่าต้องไปอัปสกิลอะไรเพิ่ม แต่ถ้าคุณไม่ยอมกดสมัครเลย โอกาสคือ 0% ทันทีครับ

จำไว้นะครับว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่คุณทุ่มเทสั่งสมมาตลอด มันคือ "ของจริง" คุณไม่ได้หลอกลวงใคร และคุณคู่ควรกับโอกาสดีๆ เสมอ

คราวหน้าถ้าเจอตำแหน่งที่ใช่บนแพลตฟอร์มหางาน หายใจเข้าลึกๆ ยืดอก แล้วกด Apply ไปเลยครับ... ให้บริษัทเป็นคนตัดสินใจ อย่าเพิ่งชิงตัดจบด้วยการปฏิเสธตัวเอง!