เห็นเพื่อนได้ดีใน LinkedIn จนใจสั่น: 3 วิธีสยบ "Career FOMO" ไม่ให้หมดไฟ จากใจ HR Enterprise 20 ปี

2 พ.ย. 25690

เห็นเพื่อนได้ดีใน LinkedIn จนใจสั่น: 3 วิธีสยบ "Career FOMO" ไม่ให้หมดไฟ จากใจ HR Enterprise 20 ปี

เลิกงานกลับมาถึงบ้าน ทิ้งตัวลงบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า กะว่าจะเปิดไถฟีดโซเชียลคลายเครียดสัก 5 นาที... แต่พอนิ้วเลื่อนผ่าน LinkedIn ภาพที่กระแทกตากลับเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมหาลัยโพสต์รูปยิ้มกว้างพร้อมแคปชัน: "I'm thrilled to announce that I’m starting a new position as Vice President at..."

เลื่อนลงมาอีกนิด เจออดีตเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องโพสต์ภาพบินไปดูงานต่างประเทศ หรืออวดโบนัสและใบประกาศนียบัตรระดับโลก

วินาทีนั้น ความเหนื่อยล้าทางกายกลายร่างเป็นความร้อนรุ่มในใจทันที: "ทำไมคนอื่นเขาไปไกลกันหมดแล้ววะ? ทำไมมีแต่เราที่ยังนั่งจมปลักอยู่ที่เดิม? เรากำลังล้มเหลวอยู่หรือเปล่า?"

นี่คืออาการของ "Career FOMO (Fear of Missing Out ทางอาชีพ)" โรคระบาดทางจิตใจที่รุนแรงที่สุดของคนทำงานยุคนี้ครับ

ตลอด 20 ปีในสายงาน HR ขององค์กร Enterprise พี่เห็นทั้งผู้บริหารระดับสูงและคนทำงานที่โปรไฟล์หรูหราใน LinkedIn มาเยอะมากครับ และพี่อยากบอกความจริงหลังม่านให้ฟังตรงๆ เลยนะ: "อย่าเอา 'ไฮไลต์ฉากหน้าที่คัดมาแล้วของคนอื่น' มาทำร้าย 'ชีวิตจริงที่มีทั้งวันที่ดีและวันที่พังของคุณ'!"

คนที่โพสต์ภาพรับรางวัลฉลองตำแหน่งใหม่ วันก่อนเพิ่งเดินเข้ามาร้องไห้ในห้องพี่เพราะเครียดจนเส้นเลือดในตาสลับแตก หรือกำลังโดนบอร์ดบริหารกดดันจนแทบจะถอดใจ แต่เรื่องพวกนี้... ไม่มีใครเอามาโพสต์ลง LinkedIn หรอกครับ

ถ้าคุณไม่อยากหมดไฟไปกับการวิ่งตามชีวิตของคนอื่น ลองใช้ 3 คาถานี้ดึงสติตัวเองกลับมาครับ

1. เปลี่ยนจาก "Social Comparison" เป็น "Self-Comparison"

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในโซเชียลมีเดีย คือเกมที่คุณ "ไม่มีวันชนะ" เพราะคุณกำลังเอาตัวเองคนเดียวไปเปรียบเทียบกับจุดเด่นของคนเป็นร้อยคนพร้อมๆ กัน

ตั้งกติกาใหม่ในใจ:

  • หยุดถามว่า "เมื่อไหร่เราจะได้เป็นแบบเขา?"

  • แต่ให้หันกลับมาถามว่า "ตัวเราในวันนี้ เมื่อเทียบกับตัวเราเมื่อ 1 ปีก่อน เราเติบโตขึ้นตรงไหนบ้าง?"

  • คุณรับมือกับความกดดันได้ดีขึ้นไหม? คุณสื่อสารกับคนรอบข้างรู้เรื่องขึ้นหรือเปล่า? หรือคุณมีเงินเก็บในบัญชีมากกว่าเดิม?

ความก้าวหน้าไม่จำเป็นต้องวัดด้วยชื่องานหรูหราเสมอไป การมีความสุขสงบในใจและมีสุขภาพกายที่แข็งแรง ก็นับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มากในยุคนี้ครับ

2. เลิกปีน "บันไดของคนอื่น" (Career Ladder) แล้วสร้าง "Portfolio of Life"

วัฒนธรรมองค์กรในอดีตมักจะหลอกเราว่า ทุกคนต้องวิ่งขึ้นบันไดขั้นเดียวกัน: ต้องขึ้นเป็น Manager, Director, VP ให้เร็วที่สุดก่อนอายุ 35

แต่พี่จะบอกความจริงของชีวิตผู้บริหารให้ฟัง: ยิ่งคุณปีนสูง ลมยิ่งแรง ความรับผิดชอบยิ่งมหาศาล และคุณต้องสละเวลาชีวิตส่วนตัวไปเกือบทั้งหมด

  • ถ้าเป้าหมายของคุณคือ "เงินเดือนที่พอดี + เวลาได้กลับบ้านไปกินข้าวกับครอบครัวตรงเวลา" คุณก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนที่ทำงานวันละ 14 ชั่วโมงเพื่อแลกกับตำแหน่ง VP เลยแม้แต่น้อย

  • ออกแบบ Career Portfolio ของตัวเอง: แบ่งสัดส่วนชีวิตให้มีทั้งงานที่สร้างรายได้ งานอดิเรกที่เติมเต็มจิตวิญญาณ และเวลาดูแลสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตทั้งชีวิตไปเดิมพันกับชื่องานบนนามบัตรใบเดียว

3. ตระหนักว่าชีวิตการทำงานคือ "วิ่งมาราธอน 40 ปี ไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร"

หลายคนแพนิกเพราะรู้สึกว่าตัวเองสตาร์ตช้า หรือเพื่อนแซงหน้าไปก่อน

แต่ในความเป็นจริง วงจรชีวิตการทำงานของคนเรายาวนานถึง 35–40 ปี:

  • คนที่ออกตัวแรงและขึ้นสู่จุดสูงสุดตั้งแต่อายุ 28 หลายคนต้องหมดไฟและพังทลาย (Crash & Burn) จนต้องออกจากวงการไปตอนอายุ 35

  • ในขณะที่คนที่ค่อยๆ สะสมประสบการณ์อย่างมั่นคง มีรากฐานที่แน่นหนา มักจะเป็นคนที่ยืนระยะได้ยาวที่สุด และมีความสุขกับอาชีพการงานจนถึงวัยเกษียณ

จงรักษา Pacing (จังหวะการก้าว) ของตัวเองไว้ อย่าเร่งสปีดจนข้อเท้าพังเพียงเพราะเห็นคนอื่นวิ่งแซงหน้าไปในกิโลเมตรที่ 5 เลยครับ

สิ่งที่พี่อยากให้ลองทำคืนนี้ (Action Item)

หากคุณรู้สึกว่าจิตใจเริ่มหวั่นไหวและวิตกกังวล ลอง "ลบหรือซ่อนแอปพลิเคชัน LinkedIn / โซเชียลมีเดีย ออกจากหน้าจอหลักของมือถือสัก 3 วัน"

แล้วใช้เวลาในค่ำคืนนี้ เขียนสิ่งที่คุณรู้สึก "ขอบคุณในตัวเอง" 3 ข้อ ที่คุณได้พยายามอดทนและต่อสู้มาตลอดสัปดาห์นี้ จำไว้นะครับ... คุณไม่ได้เดินช้าไปหรอก คุณกำลังเดินอยู่ในเส้นทางและจังหวะเวลาที่สมบูรณ์แบบที่สุดของตัวคุณเองครับ

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: