เปลี่ยนมาใช้ OKRs แต่ทำไมพนักงานยิ่งเบื่อ

8 พ.ย. 25690

เปลี่ยนมาใช้ OKRs แต่ทำไมพนักงานยิ่งเบื่อ

สองฝั่งที่เข้าใจผิดระหว่าง "เป้าหมายสร้างนวัตกรรม" กับ "KPI กลายพันธุ์ที่ผูกเงินเดือน"

ต้นไตรมาสแรกหลังจากผู้บริหารประกาศยกเลิกระบบ KPI แบบดั้งเดิม แล้วนำระบบ OKRs (Objectives and Key Results) เข้ามาปรับใช้ตามรอยบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก บรรยากาศในออฟฟิศกลับไม่ได้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างที่วาดฝันไว้

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ พนักงานนั่งถอนหายใจอยู่หน้าโปรแกรมบันทึกเป้าหมาย พยายามแปลงเนื้องานประจำวันให้กลายเป็นประโยคภาษาอังกฤษสวยหรู เพื่อให้ผู้บริหารพึงพอใจว่าทุกคนมี "เป้าหมายที่ทะเยอทะยาน" (Stretch Goals)

แต่พอถึงสิ้นไตรมาส เมื่อผลลัพธ์ของ Key Results ทำได้เพียงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ตามทฤษฎี OKRs สากลที่ระบุว่าระดับ 0.7 คือจุดที่ท้าทายและยอดเยี่ยม หัวหน้างานกลับเรียกไปต่อว่าและตัดเกรดประเมินผลงานทันที

ความตั้งใจที่จะสร้างความคล่องตัวและนวัตกรรม กำลังถูกบิดเบือนจนกลายเป็นพิธีกรรมทางเอกสารที่เพิ่มภาระเป็นสองเท่า และเผยให้เห็นความเข้าใจผิดสองฝั่งที่ทำให้ระบบ OKRs ในหลายองค์กรล้มเหลวไม่เป็นท่า

ฝั่งที่ 1: มายาคติของผู้บริหาร "แค่เปลี่ยนชื่อฟอร์ม แล้วสั่งให้ทุกคนตั้งเป้าก้าวกระโดด บริษัทจะโตทันที" (The Silver Bullet Illusion)

ฝ่ายบริหารจำนวนมากมอง OKRs เป็นยาวิเศษ โดยละเลยการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร:

• คิดว่าการบังคับให้พนักงานทุกคนเขียน Objectives และ Key Results รายไตรมาส จะช่วยขจัดความเฉื่อยชาได้โดยอัตโนมัติ

• แอบนำผลคะแนน OKRs ไปผูกกับโบนัสและการขึ้นเงินเดือนเหมือนระบบ KPI เดิมทุกประการ

เมื่อระบบลงโทษคนที่ทำเป้าหมายไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่พนักงานตอบสนองกลับมาคือสัญชาตญาณความปลอดภัย:

• การตั้งเป้าหมายต่ำเพื่อเอาตัวรอด (Sandbagging): ไม่มีใครกล้าตั้งเป้าหมายที่สร้างสรรค์หรือเสี่ยงล้มเหลว ทุกคนจะเลือกตั้งเป้าที่มั่นใจว่าทำถึงแน่ๆ เพื่อปกป้องเงินในกระเป๋า

• นวัตกรรมใหม่หยุดชะงัก: พนักงานปฏิเสธที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ เพราะถ้าโปรเจกต์ทดลองล้มเหลว คะแนนจะร่วงและถูกตัดผลตอบแทนทันที

ผลลัพธ์คือ องค์กรได้เอกสาร OKRs ที่ดูสวยงาม แต่เป็นเป้าหมายที่ไร้ความทะเยอทะยานโดยสิ้นเชิง

ฝั่งที่ 2: ความจริงหน้างานของคนทำงาน "OKRs ที่ผูกกับเงินเดือน คือ KPI กลายพันธุ์ที่เพิ่มภาระการรายงาน" (The Weaponized Burden)

ในมุมมองของคนทำงานหน้างาน เมื่อระบบ OKRs ถูกนำมาใช้โดยไม่มีการจัดระเบียบโครงสร้าง สิ่งที่พวกเขาได้รับไม่ใช่ "อิสระในการสร้างคุณค่า" แต่คือ "โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น":

• การอัปเดตตัวเลขรายสัปดาห์กลายเป็นงาน Firefighting: พนักงานต้องเสียเวลาไปกับการกรอกความคืบหน้าร้อยละในระบบ มากกว่าการเอาเวลาไปนั่งแก้ปัญหาให้ลูกค้า

• ความเกรงใจและการปัดความรับผิดชอบ: เมื่อ Key Results ของแต่ละแผนกขัดแย้งกัน แต่ไม่มีเวทีกลางในการจัดลำดับความสำคัญร่วมกัน ทุกคนจะต่างคนต่างดันตัวเลขของตนเองเพื่อให้รอดการประเมิน จนเกิดการทำงานแบบไซโล (Silo Mentality) หนักกว่าเดิม

คนทำงานรู้สึกเหนื่อยล้าเพราะถูกคาดหวังให้ตั้งเป้าหมายเกินจริง แต่ถูกตัดสินด้วยไม้บรรทัดของการลงโทษแบบโรงงาน

จัดระเบียบใหม่: ปลดล็อก OKRs ให้กลับมาทำหน้าที่เข็มทิศ

หากองค์กรต้องการให้ OKRs เป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจที่แท้จริง ฝ่ายบุคคลและผู้บริหารต้องกล้าผ่าตัดโครงสร้างทันที:

• ปลดล็อก OKRs ออกจากโบนัสและเกรดประเมินผลอย่างเด็ดขาด (Decouple from Compensation): ให้เงินเดือนและโบนัสผูกกับผลการส่งมอบงานตามหน้าที่ (Base Responsibilities) และคุณค่ารวมที่สร้างให้ธุรกิจ ส่วน OKRs ให้ใช้เป็นเครื่องมือทดลองเพื่อการเรียนรู้และการเติบโต เมื่อคนไม่กลัวเสียเงิน พวกเขาจะกล้าคิดนอกกรอบ

• เปลี่ยนจากการวัดรายบุคคล สู่การวัดระดับทีม (Team Alignment): เลิกบังคับให้พนักงานระดับปฏิบัติการทุกคนต้องเขียน OKRs ส่วนตัว แต่ให้โฟกัสที่ OKRs ระดับบริษัทและระดับแผนกเพียง 3 ถึง 5 ข้อ เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพเดียวกันว่าไตรมาสนี้องค์กรกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

• ฉลองความล้มเหลวที่เกิดจากการเรียนรู้ (Celebrate Smart Failures): หากทีมตั้งเป้าหมายที่ยากมากแล้วทำได้ 60-70% ผู้บริหารต้องชื่นชมในความกล้าหาญและถอดบทเรียนร่วมกัน ไม่ใช่การหาคนผิดมาลงโทษ

เครื่องมือบริหารที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความทันสมัยของทฤษฎี แต่อยู่ที่ความจริงใจในการให้อิสระแก่คนทำงาน

สัปดาห์นี้ ลองเปิดดูแบบฟอร์ม OKRs ในบริษัทคุณดูว่า พนักงานกำลังตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างความเติบโตให้องค์กร หรือพวกเขากำลังเขียนตัวเลขหลอกตาเพื่อปกป้องโบนัสของตัวเองกันแน่

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: