ติดกล้องส่องหน้าจอ ดักอ่านแชตในคอมบริษัท... นายจ้างทำได้แค่ไหน? เปิดเส้นแบ่ง PDPA กับสิทธิความเป็นส่วนตัวของคนทำงาน
3 พ.ย. 25690
"คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโต๊ะทำงานเป็นทรัพย์สินของบริษัท บริษัทจะติดกล้องส่องใคร จะลงโปรแกรมแคปหน้าจอ หรือจะเปิดอ่านแชตอะไรก็ได้ พนักงานไม่มีสิทธิมีความลับในเวลางาน"
ประโยคประกาศิตนี้ทำให้คนทำงานออฟฟิศจำนวนมากต้องนั่งทำงานด้วยความหวาดระแวง บางแห่งติดกล้องวงจรปิดจ่อเหนือศีรษะซูมตรงไปที่หน้าจอ บางแห่งแอบติดตั้งโปรแกรมสอดส่อง (Bossware) จับความเคลื่อนไหวเมาส์และดักจับการกดแป้นพิมพ์ จนพนักงานรู้สึกเหมือนถูกจับตาตลอดเวลา
แต่ในความเป็นจริงของกฎหมายไทย นายจ้างมีสิทธิสอดส่องลูกจ้างได้ไร้ขีดจำกัดจริงหรือ? และคำว่า "ทรัพย์สินบริษัท" มีอำนาจเหนือสิทธิความเป็นส่วนตัวของคนทำงานหรือไม่?
เส้นแบ่งระหว่าง "การรักษาความปลอดภัย" กับ "การละเมิดสิทธิ"
องค์กรมีสิทธิอันชอบธรรมในการดูแลความปลอดภัยของระบบไอที เช่น การป้องกันไวรัส การบล็อกเว็บอันตราย หรือการติดกล้องวงจรปิดบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง
แต่สิทธิดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ซึ่งมีหลักสำคัญ:
ความโปร่งใส (Transparency): นายจ้างต้องแจ้งประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) ให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าว่า มีการเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อวัตถุประสงค์ใด การแอบสอดส่องโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าถือว่าขัดต่อกฎหมาย
- ความจำเป็นและได้สัดส่วน (Proportionality): การตรวจสอบต้องจำกัดเท่าที่จำเป็นเพื่อปกป้องระบบขององค์กร การนำกล้องมาส่องจ่อเฉพาะบุคคลเพื่อจับผิด หรือการแคปเจอร์หน้าจอและส่องกล้องเว็บแคมตลอดเวลา ถือเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ
ดักอ่าน LINE ส่วนตัวในคอมบริษัท: เสี่ยงคดีอาญา!
ข้อเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ ฝ่ายไอทีหรือผู้บริหารคิดว่า ในเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของบริษัท ตนเองจึงมีสิทธิเปิดดูทุกอย่างในเครื่องได้ตามอำเภอใจ
แต่ในทางกฎหมาย ข้อความแชตส่วนตัว อีเมลส่วนตัว หรือประวัติการสนทนาในแอปพลิเคชันอย่าง LINE หรือ Facebook ที่ลูกจ้างล็อกอินไว้ ถือเป็น "ข้อมูลคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล"
ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 8 ระบุชัดเจนว่า ผู้ใดดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบ โดยมิชอบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ การแอบเปิดอ่านแชตส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ยังอาจเข้าข่ายความผิดฐานเปิดผนึกหรือล่วงรู้ข้อความจดหมายของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322
เจาะเคสจริง: ดักอ่านแชตกลุ่มนินทาหัวหน้า แล้วสั่งลงโทษวินัย
เบล (นามสมมุติ) ใช้คอมพิวเตอร์บริษัทล็อกอิน LINE ส่วนตัว และคุยในกลุ่มปิดกับเพื่อนร่วมงาน 3 คน โดยมีการบ่นระบายเรื่องการทำงานของหัวหน้างาน
ฝ่ายไอทีได้ใช้โปรแกรม Remote Desktop ดึงประวัติแชตของเบลออกมา แล้วส่งให้ผู้บริหาร ผู้บริหารจึงเรียกเบลเข้าพบ สั่งออกหนังสือเตือน และขู่จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
เบลนำเรื่องนี้ไปปรึกษานิติกรแรงงาน จึงได้ความจริงว่า:
การดักจับและคัดลอกแชตส่วนตัวของเบล เป็นการได้มาซึ่งพยานหลักฐานโดยมิชอบ ขัดต่อกฎหมายคอมพิวเตอร์
- ศาลแรงงานมีแนววินิจฉัยว่า การคุยระบายความรู้สึกในกลุ่มปิด ไม่ใช่การประจานต่อสาธารณะ และไม่ได้ทำให้บริษัทเสียหาย นายจ้างไม่สามารถนำหลักฐานที่ได้จากการละเมิดสิทธิมาลงโทษวินัยได้
- หากบริษัทเลิกจ้างเบล จะถือเป็น "การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม" ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ ซึ่งบริษัทต้องจ่ายทั้งค่าชดเชยตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
วิธีรับมือและป้องกันตัวเองของคนทำงาน
แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว: ไม่ควรล็อกอินบัญชีส่วนตัว เช่น LINE, อีเมลส่วนตัว หรือแอปการเงิน บนคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายของที่ทำงาน
- ตรวจสอบนโยบาย Privacy Notice: ศึกษาข้อตกลงการใช้งานระบบของบริษัทว่ามีขอบเขตการตรวจสอบแค่ไหน หากพบนโยบายที่ละเมิดสิทธิอย่างชัดแจ้ง สามารถทักท้วงได้
- หากถูกละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง: สามารถร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือหากถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สามารถยื่นฟ้องต่อ ศาลแรงงานกลาง หรือปรึกษา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ทันที
สถานที่ทำงานที่ดีสร้างขึ้นจากความไว้ใจ ไม่ใช่กล้องสอดส่อง ทรัพย์สินบริษัทอาจเป็นของนายจ้าง แต่ศักดิ์ศรีและความเป็นส่วนตัว ย่อมเป็นสิทธิที่ไม่มีใครพรากไปได้