แอบอัดเสียงหัวหน้าในที่ทำงานผิดไหม? เปิดข้อกฎหมาย PDPA กับการใช้หลักฐานในศาลแรงงาน

3 พ.ย. 25690

แอบอัดเสียงหัวหน้าในที่ทำงานผิดไหม? เปิดข้อกฎหมาย PDPA กับการใช้หลักฐานในศาลแรงงาน

"ถ้าคุณแอบอัดเสียงการคุยในห้องนี้ บริษัทจะฟ้องคุณข้อหาละเมิด PDPA และถือว่าทำผิดวินัยร้ายแรง ไล่ออกได้ทันทีโดยไม่จ่ายเงินชดเชยแม้แต่บาทเดียว!"

คำขู่ดุดันนี้กลายเป็นอาวุธยอดฮิตที่หัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคลมักยกขึ้นมาปรามลูกจ้าง เมื่อเริ่มมีการเปิดอกคุยเรื่องผลงาน การบีบให้เซ็นใบลาออก หรือการเจรจาเงินชดเชยที่ตกลงกันไม่ได้ ความกลัวเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทำให้คนทำงานจำนวนมากยอมปิดมือถือ ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะไม่มีพยานหลักฐาน แต่ในโลกของกฎหมายจริง การแอบบันทึกเสียงเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองผิดกฎหมายตามที่นายจ้างขู่จริงหรือไม่?

1. อัดเสียงตัวเองคุยกับคนอื่น ไม่ใช่การดักฟังและไม่ผิดอาญา

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา การบันทึกเสียงระหว่างคู่สนทนาที่ "ตัวเราเป็นหนึ่งในคู่สนทนาด้วย" ย่อมมีสิทธิรับรู้ข้อความที่พูดคุยกันอยู่แล้ว จึงไม่ใช่การดักฟังข้อมูลของบุคคลภายนอก การกดบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐานจึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานดักฟังหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เว้นแต่คุณจะนำเครื่องดักฟังไปแอบวางไว้ในห้องทำงานเพื่อให้บันทึกเสียงคนอื่นคุยกันโดยที่คุณไม่ได้อยู่ในวงสนทนา

2. ข้ออ้างเรื่อง PDPA: มีข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสิทธิทางกฎหมาย

แม้ "เสียงพูด" จะถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 แต่กฎหมายไม่ได้ห้ามบันทึกไปเสียทุกกรณี มาตรา 24 (5) กำหนดข้อยกเว้นเรื่อง "ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest)" และการเก็บรวบรวมเพื่อการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม ลูกจ้างจึงสามารถบันทึกเสียงบทสนทนาที่มีการข่มขู่ กดดันให้ออก หรือการสั่งการที่มิชอบ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมล่วงหน้า

3. คลิปเสียงรับฟังได้ในศาลแรงงาน

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 ศาลแรงงานมีอำนาจสืบพยานหลักฐานเพื่อค้นหาความจริงแห่งความยุติธรรม โดยไม่ผูกมัดกับกฎเกณฑ์วิธีพิจารณาความที่เคร่งครัด ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานเคยวางบรรทัดฐานรับฟังคลิปเสียงที่ลูกจ้างแอบบันทึกไว้ เพื่อพิสูจน์ว่านายจ้างมีการพูดบอกเลิกจ้างด้วยวาจา หรือมีการกลั่นแกล้งบีบบังคับจริง ยิ่งไปกว่านั้น การอัดเสียงเพื่อปกป้องสิทธิตามกฎหมายไม่ใช่การกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามมาตรา 119 นายจ้างจะนำมาเป็นเหตุไล่ออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้

เคสตัวอย่างจำลอง

นัท พนักงานฝ่ายการตลาด ถูกผู้จัดการฝ่ายเรียกเข้าห้องกระจกเพื่อแจ้งว่าผลงานไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมยื่นเอกสารยินยอมลาออกให้เซ็นทันที โดยขู่ว่า "ถ้าไม่เซ็นลาออกเอง บริษัทจะไล่ออกแบบปลดมลทิน และใส่ชื่อในแบล็กลิสต์ไม่ให้หางานที่ไหนได้อีก" นัทตัดสินใจเปิดโหมดบันทึกเสียงในโทรศัพท์มือถือที่คว่ำอยู่บนโต๊ะตลอดการสนทนา

วันต่อมา เมื่อนัทไม่ยอมเซ็นใบลาออก บริษัทออกหนังสือเลิกจ้างทันทีโดยอ้างว่าทำผิดวินัย นัทจึงนำไฟล์เสียงดังกล่าวไปยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานและศาลแรงงาน เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม บริษัทพยายามโต้แย้งว่านัทละเมิดกฎบริษัทที่ห้ามบันทึกเสียงและผิด PDPA แต่ศาลแรงงานไม่รับฟังข้อต่อสู้นี้ และสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมรวมกว่า 300,000 บาท

ข้อควรระวังเด็ดขาด: เส้นแบ่งระหว่าง "หลักฐาน" กับ "คดีอาญา"

  • ห้ามโพสต์ลงโซเชียลเด็ดขาด: คลิปเสียงมีไว้ใช้ยื่นต่อหน่วยงานราชการ ศาล หรือพนักงานตรวจแรงงานเท่านั้น หากนำไปโพสต์ประจานลง Facebook, TikTok หรือส่งต่อในกลุ่ม LINE จะหลุดจากข้อยกเว้นทางกฎหมายทันที และกลายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

  • สำรองไฟล์ต้นฉบับอย่างปลอดภัย: เก็บไฟล์ต้นฉบับที่ไม่มีการตัดต่อ พร้อมระบุวัน เวลา และสถานที่บันทึกอย่างชัดเจน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของพยานหลักฐาน

สิทธิในการปกป้องตนเองคือเกราะป้องกันเดียวในห้องประชุมที่ปิดมิดชิด ความสุจริตใจในการรักษาสิทธิของตนเองตามกฎหมาย ย่อมมีน้ำหนักเหนือกว่าคำขู่ลอยๆ เสมอ

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: