เรื่องบริษัท
ไม่ใช่ไม่อยากโต แต่ขอโตแบบไม่พัง: เจาะลึกกระแส 'Quiet Ambition' และวิธีที่องค์กรต้องปรับตัวรับคนทำงานยุคใหม่
30 ต.ค. 25690
หากคุณเคยคิดว่าคนทำงานรุ่นใหม่กำลังหมดไฟและอยากทำงานไปวันๆ เพียงเพราะพวกเขาปฏิเสธการอยู่ดึกหรือไม่อยากไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหาร คุณอาจกำลังเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ความจริงคือคนทำงานยุคนี้ไม่ได้ขี้เกียจ และไม่ได้หมดไฟแบบ 'Quiet Quitting' แต่พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่ระลอกใหม่ที่เรียกว่า 'Quiet Ambition' นั่นคือการมีความทะเยอทะยานอย่างเงียบสงบ มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง แต่ปฏิเสธ 'วัฒนธรรมบูชาความเหนื่อยล้า' (Hustle Culture) และขอนิยามความสำเร็จในชีวิตการทำงานด้วยเงื่อนไขของตนเอง
รายงานสำรวจพฤติกรรมคนทำงานรุ่นใหม่โดย Fortune และสถาบันวิจัยแรงงานระดับสากลสะท้อนภาพชัดเจนว่า กว่า 72% ของคนทำงานรุ่น Gen Z และ Millennials ให้ความสำคัญกับความสมดุลในชีวิต สุขภาพจิต และเวลาสำหรับครอบครัว มากกว่าการได้ตำแหน่งระดับผู้บริหารระดับสูง (C-suite) พวกเขาเห็นบทเรียนจากคนรุ่นก่อนที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้บริษัทจนร่างกายพังแต่กลับถูกเลิกจ้างได้ในพริบตาเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่จึงตั้งคำถามว่า "เราจะทำงานหนักจนลืมใช้ชีวิตไปเพื่ออะไร"
ทิศทางใหม่ของความทะเยอทะยาน (3 Pillar Shifts)
ทว่า Quiet Ambition ไม่ใช่การละทิ้งความก้าวหน้า แต่เป็นการเปลี่ยน 'ทิศทางของความทะเยอทะยาน' สู่ 3 ด้านใหม่:
1. ทะเยอทะยานใน 'ความเชี่ยวชาญ' มากกว่า 'อำนาจการปกครอง' (Craft over Power)
คนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการอำนาจในการสั่งการใคร แต่ต้องการเป็นเลิศในสิ่งที่ทำ พวกเขาพร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อัปสกิลดิจิทัล และทุ่มเทกับโปรเจกต์ที่ท้าทาย เพื่อให้ตัวเองมีคุณค่าและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างแท้จริง การได้ทำงานที่มีคุณภาพสูงและได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ คือสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากกว่าคำนำหน้าชื่อตำแหน่งที่หรูหรา
2. นิยามความสำเร็จแบบองค์รวม (Holistic Success)
ความสำเร็จในนิยามของ Quiet Ambition ไม่ได้วัดกันที่ยอดเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ 'คุณภาพชีวิตโดยรวม' การมีเวลาออกกำลังกาย การได้นอนหลับเต็มอิ่ม การมีงานอดิเรกที่มีความหมาย และการได้อยู่กับคนที่รัก ถูกนับเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้ KPI ในที่ทำงาน
3. การมีขอบเขตการทำงานที่เข้มงวดแต่มืออาชีพ (Healthy Boundaries)
พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธงาน แต่เมื่อถึงเวลาทำงาน พวกเขาจะโฟกัสอย่างเต็มที่ (Deep Work) เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม และเมื่อหมดเวลางาน พวกเขาจะปิดสวิตช์ตัวเองเพื่อฟื้นฟูพลังงาน การสร้างขอบเขตนี้ช่วยป้องกันภาวะหมดไฟสะสม และทำให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลในระยะยาว
ทางออกขององค์กร: เลิกใช้แรงจูงใจแบบเก่า และสร้างพื้นที่เติบโตที่ยืดหยุ่น
องค์กรที่ยังคงใช้สูตรสำเร็จเดิมๆ ด้วยการเสนอตำแหน่งผู้จัดการที่มาพร้อมงานเอกสารท่วมหัวและการประชุมไม่รู้จบ จะพบว่าตนเองไม่สามารถรั้งคนเก่งกลุ่มนี้ไว้ได้ องค์กรยุคใหม่ต้องปรับเกมการบริหารคน:
ออกแบบระบบผลตอบแทนที่วัดจากผลลัพธ์ (Outcome-based Rewards): เลิกวัดความภักดีจากจำนวนชั่วโมงที่นั่งในออฟฟิศ แต่ให้วัดจากคุณค่าและ Impact ที่ส่งมอบจริง พร้อมทั้งให้รางวัลแก่คนที่ทำงานเสร็จเร็วและมีประสิทธิภาพ
เปิดเส้นทางการเติบโตที่หลากหลาย (Flexible Career Pathways): รองรับการเติบโตในสายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Individual Contributor) และส่งเสริมให้พนักงานมีเวลาไปพัฒนาทักษะส่วนตัวหรือโปรเจกต์เสริมความรู้
เคารพเวลาส่วนตัวและสร้างวัฒนธรรมที่ปลอดภัย: ผู้นำองค์กรต้องเป็นแบบอย่างในการไม่ส่งข้อความสั่งงานนอกเวลา และเปิดโอกาสให้พนักงานพูดคุยเรื่องภาระงานได้อย่างจริงใจ
แนวทางปฏิบัติสำหรับคนทำงาน (High Accountability)
สำหรับคนทำงาน การดำเนินชีวิตตามแนวทาง Quiet Ambition อย่างยั่งยืน ต้องอาศัย 'ความรับผิดชอบในระดับสูง':
พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานที่ไร้ข้อกังขา: อิสรภาพและความยืดหยุ่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณส่งมอบงานที่ยอดเยี่ยมและพึ่งพาได้เสมอ หากไม่มีผลงานที่จับต้องได้ การตั้งขอบเขตจะถูกมองว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบ
สื่อสารเป้าหมายของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา: พูดคุยกับหัวหน้างานอย่างเปิดอกว่า คุณต้องการพัฒนาทักษะในด้านใด และมองเห็นการสร้างประโยชน์ให้ทีมผ่านบทบาทแบบไหน
ตลาดแรงงานในวันข้างหน้าไม่ได้เป็นของคนที่ทำงานจนลืมหายใจ แต่เป็นของคนที่รู้จักบริหารพลังงานของตัวเองอย่างชาญฉลาด การมีความทะเยอทะยานแบบมีสติ จะช่วยให้คุณเติบโตอย่างมั่นคงในอาชีพ โดยไม่ต้องแลกด้วยสุขภาพจิตหรือความสุขในชีวิตของคุณ