ส่งคนไปนั่งหลับในห้องสัมมนาเพื่อเก็บชั่วโมง: ต้นทุนแฝงของงบฝึกอบรมที่ไร้ ROI
8 พ.ย. 25690
ห้องประชุมสัมมนาของโรงแรมใกล้ที่ทำงานช่วงปลายปีเต็มไปด้วยคนนั่งก้มหน้า แสงไฟสว่างวาบจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือสลับกับเสียงพิมพ์งานบนคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊ก พนักงานกว่าห้าสิบชีวิตกำลังนั่งฟังวิทยากรบรรยายหัวข้อการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยสายตาที่เหนื่อยล้า
ไม่มีใครตั้งใจฟังเนื้อหา และไม่มีใครจดบันทึก
ฝ่ายบุคคลเร่งจัดคอร์สอบรมนี้ขึ้นมาในไตรมาสสุดท้าย เพียงเพื่อเป้าหมายเดียวคือ การเก็บชั่วโมงการฝึกอบรมให้ครบตามเกณฑ์ส่งหน่วยงานราชการ และใช้เงินงบประมาณที่เหลือให้หมดก่อนสิ้นปี เพื่อไม่ให้ถูกผู้บริหารตัดงบในปีถัดไป
นี่คือละครฉากใหญ่ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในหลายองค์กร งบประมาณการเรียนรู้และพัฒนา (L&D Budget) นับล้านบาทถูกละลายหายไปกับค่าเช่าสถานที่ ค่าเบรกกาแฟ และค่าจ้างวิทยากรชื่อดัง โดยไม่เคยมีใครตอบได้ว่า หลังจบการอบรมแล้ว ผลงานหน้างานขององค์กรดีขึ้นจริงหรือไม่
หลุมพรางของการวัดผลเชิงกิจกรรมมากกว่าผลลัพธ์ทางธุรกิจ
ความล้มเหลวของการฝึกอบรมพนักงานเริ่มต้นจากการตั้งโจทย์ที่ผิดทิศทางตั้งแต่แรก
ฝ่ายบุคคลส่วนใหญ่วัดความสำเร็จของโครงการฝึกอบรมจาก "ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ" เช่น จำนวนพนักงานที่เข้าร่วม จำนวนหลักสูตรที่เปิดสอน หรือคะแนนความพึงพอใจในใบประเมินหลังการอบรม (Smile Sheet) ที่พนักงานมักกดคะแนนเต็มให้เพราะของว่างอร่อยหรือวิทยากรพูดจาสนุกสนาน
แต่การวัดผลเหล่านี้เป็นเพียงการสร้างภาพลวงตา การที่พนักงานนั่งฟังจนครบหกชั่วโมงไม่ได้แปลว่าพวกเขาเกิดทักษะใหม่ และไม่ได้แปลว่า Performance Gap ที่เคยเป็นปัญหาในการทำงานจะได้รับการแก้ไข เมื่อพนักงานก้าวเท้ากลับเข้าสู่ออฟฟิศในวันรุ่งขึ้น ทุกคนก็กลับไปทำงานด้วยวิธีเดิม ข้อผิดพลาดเดิม และความล่าช้าแบบเดิม
การฝึกอบรมกลายเป็นเพียงกิจกรรมคั่นเวลาที่ดึงคนทำงานออกจากหน้าที่จริง สร้างภาระงานคั่งค้าง และบั่นทอนผลิตภาพโดยรวมขององค์กร
ข้อบังคับทางกฎหมายที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นภาระทางเอกสาร
ในมิติของกฎหมายไทย พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป ต้องจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานแก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดในแต่ละปี มิฉะนั้นจะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน
เจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายต้องการส่งเสริมให้องค์กรยกระดับขีดความสามารถของแรงงานอย่างจริงจัง ทว่าหลายบริษัทกลับมองข้อกำหนดนี้เป็นเพียงเงื่อนไขทางภาษี จึงเลือกทางลัดด้วยการกวาดต้อนพนักงานเข้าห้องอบรมรวมแบบฉาบฉวย เพื่อให้ได้เอกสารรับรองครบตามโควตา ซึ่งในจุดนี้ฝ่ายบริหารและ HR ควรปรึกษานักกฎหมายแรงงานเพื่อวางแผนการพัฒนาทักษะที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าทางธุรกิจจริง
เปลี่ยนจากการจัดอีเวนต์มาเป็นการสร้างขีดความสามารถ
หากต้องการให้งบประมาณพัฒนาคนสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า องค์กรต้องผ่าตัดวิธีคิดใหม่ทั้งหมด
หนึ่ง เลิกจัดอบรมแบบปูพรม แล้วเปลี่ยนเป็นแก้ปัญหาเฉพาะจุด (Targeted Learning) เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาหน้างานจริง เช่น ฝ่ายขายปิดดีลไม่ลง หรือฝ่ายผลิตมีของเสียสูง แล้วจึงออกแบบการเรียนรู้ที่เจาะจงเพื่ออุดรูรั่วนั้นโดยตรง
สอง ผูกการเรียนรู้เข้ากับโปรเจกต์จริง กำหนดให้ผู้เข้าอบรมต้องนำเครื่องมือหรือความรู้ที่ได้ไปทดลองใช้กับงานจริงภายในสามสิบวัน พร้อมทั้งมีระบบติดตามผลลัพธ์ร่วมกับหัวหน้างานสายตรง
สาม ประเมินผลผ่านตัวชี้วัดทางธุรกิจ เลิกดูแค่ชั่วโมงการเข้าฟัง แต่ให้วัดจากตัวเลขผลงานที่เปลี่ยนแปลง เช่น ระยะเวลาในการทำงานที่ลดลง ยอดขายที่เพิ่มขึ้น หรืออัตราความพึงพอใจของลูกค้าหลังการปรับปรุงกระบวนการ
คำถามเดียวที่ HR ต้องตอบตัวเองก่อนเซ็นอนุมัติคอร์สอบรมครั้งหน้า
ถ้าการอบรมที่คุณกำลังจะจัด ไม่สามารถทำให้ตัวเลขในงบการเงินหรือคุณภาพงานของทีมขยับดีขึ้นได้แม้แต่นิดเดียว คุณกำลังพัฒนาคน หรือแค่กำลังหาเรื่องผลาญงบประมาณให้ครบปีไปวันๆ