เลื่อนขั้นคนทำงานเก่งที่สุดให้เป็นผู้จัดการ: บทเรียนราคาแพงเมื่อองค์กรทำลาย Specialist เพื่อแลกกับหัวหน้าที่คุมคนไม่เป็น

9 พ.ย. 25690

เลื่อนขั้นคนทำงานเก่งที่สุดให้เป็นผู้จัดการ: บทเรียนราคาแพงเมื่อองค์กรทำลาย Specialist เพื่อแลกกับหัวหน้าที่คุมคนไม่เป็น

ในงานเลี้ยงฉลองปิดยอดขายประจำปี กรรมการผู้จัดการประกาศแต่งตั้งนักขายมือหนึ่งของบริษัทขึ้นเป็น "ผู้จัดการฝ่ายขาย" ท่ามกลางเสียงปรบมือยินดี เขาคือคนที่ปิดดีลใหญ่ได้มากที่สุด ทำงานรวดเร็ว และไม่เคยพลาดเป้าส่วนตัวแม้แต่ไตรมาสเดียว

ฝ่ายบริหารคิดว่านี่คือรางวัลที่คุ้มค่าและเป็นวิธีรักษาคนเก่งไว้กับองค์กรได้ดีที่สุด

ทว่าผ่านไปเพียงหกเดือน แผนกขายกลับตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย

ยอดขายรวมของทีมดิ่งลงเหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นักขายมือหนึ่งคนเดิมจมอยู่กับกองเอกสารอนุมัติ การทำรายงานงบประมาณ และการเข้าประชุมประสานงานที่เขาเกลียดจับใจ เมื่อเห็นลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ เขาก็กระโดดลงไปแย่งงานมาทำเอง ตวาดใส่ทีมกลางห้องประชุม และบ่นว่าทำไมไม่มีใครทำงานได้เร็วเหมือนเขา ลูกทีมทยอยยื่นใบลาออกไปสามคน ขณะที่ตัวเขาเองเริ่มมีภาวะหมดไฟและลางานด้วยปัญหาสุขภาพบ่อยครั้ง

องค์กรไม่ได้แค่สูญเสียนักขายที่ดีที่สุดไปหนึ่งคน แต่กลับได้ผู้จัดการที่บริหารคนไม่เป็นเข้ามาสร้างความเสียหายให้คนทั้งทีม

ภาพลวงตาระหว่างฝีมือหน้างานกับทักษะการนำคน

ความผิดพลาดนี้สะท้อนทฤษฎีคลาสสิกที่ชื่อว่า The Peter Principle ซึ่งอธิบายว่า "ในโครงสร้างองค์กร พนักงานมักจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระดับที่พวกเขาไร้ความสามารถในการทำงานนั้น"

ปัญหานี้เกิดจากการที่ผู้บริหารนำเอาสองสิ่งที่อยู่คนละฝั่งมาผูกติดกันอย่างผิดฝาผิดตัว:

  • ฝั่งความเข้าใจผิดขององค์กร: เชื่อว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Technical Excellence) เป็นเครื่องรับประกันความสามารถในการเป็นผู้นำ คิดว่าคนที่เขียนโค้ดได้เร็วที่สุด คนที่ผ่าตัดแม่นยำที่สุด หรือคนที่ออกแบบกราฟิกได้สวยที่สุด ย่อมเข้าใจวิธีบริหารทีมงานได้โดยอัตโนมัติ

  • ฝั่งความเป็นจริงหน้างาน: ทักษะการเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Individual Contributor) เน้นที่ "การลงมือทำด้วยตัวเองเพื่อความสมบูรณ์แบบ" ขณะที่ทักษะการบริหารคน (People Management) เน้นที่ "การสร้างแรงบันดาลใจ การโค้ชชิ่ง การรับฟัง และการส่งต่อความสำเร็จให้ผู้อื่น"

เมื่อเอาคนที่รักการลงมือทำไปขังไว้ในบทบาทที่ต้องขับเคลื่อนงานผ่านคนอื่น ความอึดอัดใจจึงระเบิดออกมาในรูปของการล้วงลูกและไมโครเมเนจ (Micromanagement) ที่ทำลายความคิดริเริ่มของคนในทีมจนหมดสิ้น

ทางตันของโครงสร้างเงินเดือนและค่านิยมแบบรางเดียว

ทำไมคนทำงานเก่งถึงยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่ชอบงานคุมคน

สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างองค์กรแบบรางเดี่ยว (Single-Track Career) ที่กำหนดให้บันไดความก้าวหน้าและเพดานเงินเดือนผูกขาดอยู่กับสายงานบริหารเท่านั้น ในวัฒนธรรมการทำงานไทย หลายคนรู้สึกว่าหากอายุงานเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่ได้คำว่า "ผู้จัดการ" นำหน้า จะถูกมองว่าไม่เติบโตในหน้าที่การงาน พนักงานเฉพาะทางจึงถูกบีบกลายๆ ให้ต้องทิ้งความเชี่ยวชาญเพื่อแลกกับผลตอบแทนและเกียรติยศทางสังคม

ในมิติของกฎหมายแรงงานไทย การแต่งตั้งพนักงานให้ดำรงตำแหน่งบริหารและปรับเปลี่ยนสภาพการจ้าง ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และหากพบในภายหลังว่าลูกจ้างไม่เหมาะสมกับงานบริหาร นายจ้างไม่สามารถลดตำแหน่งหรือปรับลดค่าตอบแทนลงฝ่ายเดียวได้ เพราะอาจเข้าข่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งฝ่ายบุคคลควรตรวจสอบความรัดกุมร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายแรงงานก่อนดำเนินการ

สร้างเส้นทางเติบโตคู่ขนานเพื่อรักษาคนหัวกะทิ

ทางรอดขององค์กรยุคใหม่คือการแยกบันไดอาชีพออกจากกันอย่างชัดเจน:

  1. ออกแบบโครงสร้างเติบโตแบบคู่ขนาน (Dual-Career Ladder) กำหนดให้สายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialist Track เช่น Principal Engineer, Lead Consultant, Subject Matter Expert) มีระดับขั้น ค่าตอบแทน และเกียรติในองค์กรเทียบเท่ากับระดับผู้อำนวยการหรือผู้จัดการฝ่าย โดยไม่ต้องมีลูกน้องใต้บังคับบัญชาแม้แต่คนเดียว เพื่อให้คนเก่งได้ทุ่มเทสมาธิกับการสร้างนวัตกรรม

  2. ประเมินความพร้อมด้านภาวะผู้นำก่อนเลื่อนขั้น เลิกเลื่อนตำแหน่งโดยดูแค่อายุงานหรือผลงานเดี่ยว นำเครื่องมือประเมินทักษะการสื่อสาร ความฉลาดทางอารมณ์ และความชอบในการพัฒนาคนมาใช้คัดกรอง เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามีความต้องการที่จะดูแลคนอื่นจริงๆ

  3. สร้างช่องทางถอยกลับอย่างสง่างาม (Graceful Rollback) กำหนดช่วงเวลาทดลองงานบริหาร 3 ถึง 6 เดือน หากพนักงานค้นพบว่าตนเองไม่มีความสุขกับงานคุมคน องค์กรต้องเปิดทางให้พวกเขากลับไปสู่สายงานเดิมได้โดยไม่มีตราบาปหรือความรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว

องค์กรที่ฉลาดต้องไม่ลงโทษคนทำงานเก่งด้วยการยัดเยียดงานบริหารที่พวกเขาเกลียด แต่ต้องสร้างพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญได้เปล่งประกายในสิ่งที่พวกเขารักที่สุด

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: